ประชาชนร้อง รัฐทำหาดพังพินาศ ใช้งบไปแล้ว7พันล้านบาท กับกำแพงกันคลื่น

โดย: Ten / 11 กุมภาพันธ์ 2564 - 17:40

ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง เกิดขึ้นกับ ชายฝั่งในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 เป็นต้นมา

 

 เช่น ชายหาดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สงขลา นครศรีธรรมราช สตูล เป็นต้น โดยภาครัฐมีการแก้ปัญหาด้วยการก่อสร้างโครงสร้างแข็ง หรือที่เรียกว่า ‘กำแพงกันคลื่น’ เพื่อแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะ

อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านชายฝั่ง ได้ตั้งคำถามว่า แนวทางดังกล่าวจะยิ่งทำให้ชายหาดพังทลายอย่างรุนแรงมากขึ้นและเป็นวงจรที่ขยายไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ปัญหาบานปลายยิ่งกว่าเดิมหรือไม่

โดยข้อกังวลจากหลายภาคส่วนที่มีต่อโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น (Seawall) มีตั้งแต่ด้านผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ชายหาด ความคุ้มค่าด้านงบประมาณ รวมถึง ปัญหาขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน แม้ประชาชนพยายามเรียกร้องหรือทำประชาพิจารณ์กันแล้วก็ตาม แต่กลับไม่เป็นไปตามที่ทำประชาพิจารณ์ไว้

 

จากข้อมูลที่รวบรวมโดยกลุ่ม Beach for Life องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งติดตามประเมินผลกระทบจากโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นทั่วประเทศ สำรวจพบว่าช่วงปีพ.ศ. 2556-2562 มีโครงการกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้นรวมกัน 74 โครงการ เป็นระยะทางกว่า 34 กิโลเมตร ตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน คิดเป็นงบประมาณกว่า 6,900 ล้านบาท ซึ่งองค์กรได้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การระบาดของกำแพงกันคลื่น”

 

ในปี พ.ศ. 2556 เป็นช่วงเวลาที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้เพิกถอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ออกจากโครงการกำแพงกันคลื่นริมชายฝั่งความยาว 200 เมตรขึ้นไป

 

โดยให้เหตุผลว่า การก่อสร้างกำแพงกันคลื่น คือภารกิจบรรเทาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาการตกตะกอนปากร่องน้ำ หากต้องทำ EIA จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

 

ในปีงบประมาณ 2564 กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นหน่วยงานรัฐที่ครองสัดส่วนจำนวนโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นสูงสุด อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทางหน่วยงานไม่ได้มุ่งสร้างแต่โครงสร้างถาวร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ทำโครงการนั้น มีปัญหาการกัดเซาะที่รุนแรงเกินกว่าจะใช้โครงสร้างชั่วคราว จึงจำเป็นต้องศึกษาออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างถาวรเพื่อให้การป้องกันชายฝั่งเป็นไปอย่างยั่งยืน

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ม.เกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ถึงแม้การก่อสร้างแนวกำแพงกันคลื่นสามารถป้องกันสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่อยู่หลังแนวกำแพงได้จริง แต่โครงสร้างแข็งเช่นนี้ก็มีผลกระทบต่อแนวชายหาดทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง

เมื่อคลื่นเข้ามาปะทะกำแพงด้านหน้า จะเกิดการตะกุยทรายจากชายหาดด้านหน้ากำแพงกันคลื่นออกไป ส่งผลให้ชายหาดหน้ากำแพงกันคลื่นหายไป ขณะที่ด้านข้างจะได้รับผลกระทบจากการเลี้ยวเบนของคลื่นซึ่งทำให้ชายหาดส่วนถัดไปจากสุดปลายกำแพงกันคลื่นด้านท้ายน้ำ (Downdrift) เกิดการกัดเซาะ

 

“พอเกิดผลกระทบชิ่งไปยังชายหาดที่อยู่ข้างๆ รัฐทำอย่างไรต่อ รัฐก็ใช้โครงสร้างแบบเดิมหรือใกล้เคียงกัน มาสร้างต่อกันเป็นแนวยาวออกไปเรื่อยๆ เพราะมันสร้างง่าย ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องทำ EIA แล้ว เลยสามารถสร้างต่อไปได้เรื่อยๆ จนมันเกิดเป็นการระบาด” ผศ.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง กล่าว

 

ด้านรองอธิบดีกรมโยธาธิการและการผังเมืองให้ข้อมูลว่า ทางกรมโยธาธิการทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไว้ เช่น การใช้วิธีปักไม้ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แล้วว่าเป็นโครงสร้างอ่อนที่สามารถใช้บรรเทาปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้ชั่วคราว

แสดงความคิดเห็น