เปิดใจ พ่อแม่น้องกานต์ ลั่น สำนึกผิด ที่ดูแลลูกไม่ดี - แม่ พยายามขอรับเลี้ยง พ่อไม่ยอม

โดย: Lucas / 12 กรกฏาคม 2563 - 16:48

จากกรณี ด.ช.อนวัช นนธิจันทร์ หรือ น้องกานต์ วัย 6 ขวบ นักเรียนอนุบาล 3 รร.วัดโป่งแรด หายตัวออกจากบ้าน หมู่ 2 บ้านโป่งแรด ต.พลับพลา อ.เมือง จันทบุรี ตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 4 ก.ค. 63 ผู้ปกครองพร้อมผู้นำชุมชนและเพื่อนบ้าน ช่วยกันออกตามหามาตลอด 2 คืน

 

กระทั่งพบศพอยู่ในสวนยางห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร ร่างเหลือเพียงท่อนบน ส่วนท่อนล่างช่วงเอว-ท่อนขาหายไป ล่าสุดพบส่วนชิ้นส่วนอวัยวะที่หายไปเพิ่มเติมแล้ว และตำรวจนำมีดในครัวบ้านของน้องกานต์ไปตรวจสอบด้วยนั้น

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 63 เวลา 08.30 น. ที่จุดพบศพน้องกานต์ ในสวนยางพาราห่างบ้านพัก 200 เมตร นายสุขุม สาทิพย์จันทร์ พ่อน้องกานต์ พร้อมพระบังเอิญ คุตจิตโต พระลูกวัดโป่งแรด มาเชิญวิญญาณน้องกานต์ โดยมีการจุดธูปลงดิน 7 ดอก บอกเจ้าที่เจ้าทาง และจุดธูป 1 ดอกพร้อมเก็บดินใส่ถุงเพื่อเรียกวิญญาณกลับมาบำเพ็ญกุศล

ระหว่างนั้นพระบังเอิญเดินเข้าไปดูจุดที่พบศพ สังเกตเห็นกระดูกยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ห่างจากศพประมาณ 1 เมตร จึงเรียกชื่อน้องกานต์ บอกให้ตนได้มองเห็นเพื่อจะได้นำกลับไปทำพิธีทางศาสนา กระทั่งเจอกระดูกอีก 2 ชิ้นอยู่ใกล้กันยาว 10 เซนติเมตร และเป็นกระดูกแผ่นบางชิ้นเล็ก

 

นายสุขุม สาทิพย์จันทร์ พ่อน้องกานต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการเชิญวิญญาณน้องกานต์มาแล้ว 1 รอบ แต่มีคนบอกว่าต้องไปเชิญใหม่ เพราะน้องยังไม่มาอยู่ที่วัด กระทั่งไปถึงพระก็เจอกระดูก ในจุดที่เคยค้นหาหลายรอบแล้ว ส่วนตัวมั่นใจว่าเป็นกระดูกลูกชายเพราะอยู่ใกล้กับศพมาก เหตุที่เพิ่งเจอเป็นเพราะเจ้าตัวอาจจะรอให้ตนไปเจอ ส่วนการค้นหาชิ้นส่วนที่เหลือ คาดว่าเสร็จงานญาติ ๆ น่าจะหากันต่อเพื่อให้ชิ้นส่วนครบ เพราะช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาวุ่นกับงานศพ

นายสุขุม กล่าวต่อว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องบาดแผล รวมถึงเรื่องเขี้ยวสัตว์ที่คอลูกชาย สาเหตุการเสียชีวิตขอปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมเรื่องการเลี้ยงดูลูกชายนั้น ตนยอมรับลูกน่าจะขาดความอบอุ่นจริง เพราะพ่อแม่แยกทางกัน แต่ตนก็พยายามทำหน้าที่ของพ่อ ซึ่งก็อยากให้เข้าใจว่าแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน ฐานะทางบ้านตนหาเช้ากินค่ำ ก็ต้องออกไปหาเงินไม่มีเวลามาดูแลลูกอย่างเต็มที่ โดยน้องชาย ซึ่งเป็นอาของเด็กก็ช่วยดูแลลูกชายเต็มที่ ตนไม่เคยคิดโทษน้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เวลา 13.00 น. ที่ศาลาวัดโป่งแรด พระสงฆ์ 5 รูป และเณร 1 รูป ทำพิธีสวดมาติกาบังสกุลศพ ก่อนฌาปนกิจ ด.ช.อนวัช มีครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่มาร่วมพิธี บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า

 

นางสาวกิ่งแก้ว ดอนเมือง อายุ 26 ปี แม่น้องกานต์ กล่าวว่า ตนขอให้ลูกชายไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ต้องเป็นห่วง คิดว่าลูกน่าจะรับรู้ได้ ส่วนเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของน้องกานต์ ก็ยังไม่เชื่อว่าเกิดจากสัตว์ เพราะเสื้อน้องกานต์ถอดออกมาโดยไม่มีร่องรอยกัดที่เสื้อ คิดว่าสัตว์ไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิต แต่จะเป็นประเด็นใดขอปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้วิเคราะห์ ตนไม่ขอตั้งประเด็นทั้งสิ้น รวมถึงเรื่องการฆาตกรรม

โดยเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์การเลี้ยงดูลูกของตนนั้น ยืนยันว่าตนเลี้ยงลูกจนอายุ 3 ปี และแยกทางกับสามี ฝ่ายพ่อเป็นคนนำลูกไปเลี้ยง เพราะเห็นว่าตนต้องทำงานทั้งวัน ไม่มีเวลา เมื่อทราบว่าอดีตสามีฝากลูกไว้ให้น้องชายเลี้ยง ตนก็ติดต่อไปขอรับลูกชายมาเลี้ยงเอง แต่อีกฝ่ายไม่ยอม ซึ่งตนก็ติดตามข่าวลูกจากพี่สาวที่อยู่ใกล้กันตลอด

ส่วนสภาพความเป็นอยู่ของลูกชายที่ต้องนอนเต็นท์ข้างบ้าน ตนก็เพิ่งทราบเรื่อง เพราะไม่เคยมาเยี่ยมที่บ้าน ตนไม่เคยคิดว่าลูกต้องมานอนคนเดียวแบบนี้ เนื่องจากปกติลูกชายนอนกับตนตลอด ซึ่งตนก็ไม่ได้โทษฝ่ายอา เพราะเข้าใจว่าเด็กเยอะ แต่โทษตัวเองที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ซึ่งน้องกานต์เป็นเด็กร่าเริง ตื่นเช้า แต่ไม่ชอบออกไปไหนคนเดียว

 

โดยน้องกานต์ มักจะชอบเล่นที่บ้านร้าง โดยมีสุนัข 2 ตัว ชื่อน้ำตาล และโอวัลติน และตุ๊กตาชื่อ ตะนอย เป็นเพื่อนคู่ใจ น้องกานต์มักจะเดินเข้ามาในตึกรังนก พร้อมสุนัข 2 ตัว โดยสุนัขวิ่งไล่เป็ดและห่านที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้

ซึ่งน้องกานต์ยังเคยไปบอกชาวบ้านว่าอยากได้ห่าน 2 ตัวไปเลี้ยง แต่ชาวบ้านไม่ให้ ซึ่งโดยปกติน้องกานต์ไม่มีเพื่อนเล่นในละแวกใกล้บ้าน

ด้านนางจันทนา นนธิจันทร์ อาสะใภ้น้องกานต์ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเก็บมีดในครัวเพื่อนำไปตรวจว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องเพราะวุ่นกับการจัดงานศพน้องกานต์อยู่ที่วัด

แต่ตนก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างเต็มที่ ยินดีให้ตรวจค้นทุกซอกทุกมุมของบ้าน เพราะตนบริสุทธิ์ใจ ส่วนกระแสสังคมที่โจมตีตนไม่อยากจะสนใจ เพราะยิ่งตนพูดก็เหมือนแก้ตัว แต่คนในครอบครัวทราบดี

หลังจากเกิดเหตุ สังคมมุ่งประเด็นที่ครอบครัวดูแลเด็กดีหรือไม่ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตหรือไม่นั้น อาของน้องกานต์บอกว่า ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาดูแลคนในครอบครัว แต่ก็ดูแลหลานตลอด

แม่ของน้องกานต์ บอกว่า ตนพยายามขอลูกมาเลี้ยงแล้ว แต่พ่อไม่ยอม ส่วนนายสุขุม พ่อของน้องกานต์ บอกว่า ต้องหาเงินจนไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่

แสดงความคิดเห็น